เตือนระวังโรคตับแข็ง

โรคตับแข็ง ( Cirrhosis ) คือ โรคตับเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลายอย่างถาวรใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 15 ถึง 20 ปี ทำให้เนื้อเยื้อมีลักษณะเป็นปุ่มและกลายเป็นพังผืดที่มีลักษณะแข็งกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่าคนสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากความสามารถในการกำจัดเชื้อลดลง

เครดิตฟรี

สาเหตุของตับแข็ง

  1. ไขมันพอกตับจากการดื่มสุรา
  2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง
  3. โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน
  4. ความผิดปกติของเมตาบอริซึม เช่น ภาวะเหล็กเกิน โรควิลสัน
  5. ยาและสารพิษ
  6. โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะหัวใจด้านขวาล้มเหลวเรื้อรัง
  7. โรคตับอักเสบเหตุไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา
  8. โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

อาการของตับแข็ง
โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนและระยะของโรค ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยได้แก่

สล็อต

มีไข้ต่ำๆ
อาการอ่อนเพลีย
เบื่ออาหาร
ผอมลงน้ำหนักลด
ภาวะบวมทั่วร่างกาย
ผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ
ดีซ่าน ( Jaundice ) เช่น อาการตาเหลือง ตัวเหลือง
ท้องมาน ( ascites ) ท้องโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ร่างกายส่วนอื่นผอมลง
มีอาการแน่นใต้ชายโครงขวา หรือคลำก้อนได้ใต้ชายโครงขวา หรือม้ามโต
ภาวะเลือดออกผิดปกติ
อาการทางสมอง ผู้ป่วยมีอาการสับสน ไม่ค่อยรู้ตัว

การวินิจฉัยตับแข็งโดยแพทย์
1.การซักถามประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เช่น มีประวัติการดื่มสุราเป็นเวลานาน
2.การตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ
3.ตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวด์

  1. เจาะชิ้นเนื้อจากตับ ตรวจทางพยาธิวิทยา

สล็อตออนไลน์

ระยะของตับแข็ง
ระยะที่ 1 ผู้ป่วยระยะ compensated ที่ตรวจไม่พบภาวะท้องมาน และไม่พบหลอดเลือดดำในหลอดอาหารโป่งพอง ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1 ต่อปี
ระยะที่ 2 ผู้ป่วยระยะ compensated ที่ตรวจพบหลอดเลือดดำในหลอดอาหารโป่งพอง โดยที่ไม่มีภาวะท้องมานและไมมีเลือดออกจากหลอดเลือดดำโป่งพอง ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 3 – 4 ต่อปี หากผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนที่เพิ่มขึ้นอัตราการเสียชีวิตต่อปีก็จะมากขึ้น
ระยะที่ 3 ผู้ป่วยในระยะ decompensated ที่ตรวจพบภาวะท้องมาน โดยมีหลอดเลือดดำในหลอดอาหารโป่งพองร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้แต่ต้องไม่เคยมีเลือดออกจากหลอดเลือดดำโป่งพอง ผู้ป่วย ในกลุ่มนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 20 ต่อปี
ระยะที่ 4 ผู้ป่วยในระยะ decompensated ที่มีภาวะเลือดออกจากหลอดเลือดดำโป่งพอง โดยที่อาจพบภาวะท้องมานร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ในกลุ่มนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดคือร้อยละ 57 ต่อปีโดยผู้ป่วยครึ่งหนึ่งอาจเสียชีวิตภายใน 6 สัปดาห์ หลังการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร
ระยะที่ 5 ผู้ป่วยในระยะ decompensated ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ระยะนี้เป็นระยะที่เพิ่งถูกกำหนดขึ้นจากข้อสังเกตที่ว่าผู้ป่วยในระยะ decompensated อาจมีการติดเชื้อได้ง่ายจาก
ภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ลดลง โดยจะเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตสูงสุดถึงมากกว่าร้อยละ 60
การรักษาและการป้องกัน
การรักษาภาวะตับแข็งมีวัตถุประสงค์ เพื่อหยุดการพัฒนาของเนื้อเยื่อแผลเป็นในตับและเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ดังต่อไปนี้

slot

งดการดื่มแอลกอฮอล์
หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสารที่เป็นอันตรายต่อตับ
หากมีอาการบวมที่ข้อเท้าและท้อง ควรจำกัดเกลือและอาหารรสเค็ม
เข้ารับการฉีดวัคซีนสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ AและB ไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดบวม เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่รุนแรงมากกว่าคนปกติ
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดโอกาสของการเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นจนนำไปสู่โรคได้
หลีกเลี่ยงหรืองดการกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคตับ
พบแพทย์เพื่อติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตามการเกิดพังผืดในตับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคตับแข็ง ซึ่งเมื่อโรคมีการดำเนินเข้าสู่ระยะแรกผู้ป่วยจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ส่งผลให้มีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นได้

ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาชุด ยาหม้อ ยาต้ม ยาลูกกลอน รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทุกรูปแบบทั้งแบบเม็ด ผง และน้ำ หากไม่แน่ใจว่าสามารถรับประทานได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานทุกครั้ง

ผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะที่หนึ่งสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ ส่วนระยะที่สอง และสามควรออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน รำไทเก็ก หรือมวยจีน กระบี่กระบอง ซึ่งจะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

การขับถ่ายอุจจาระให้ได้ทุกวันเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง เนื่องจากภาวะท้องผูกจะทำให้มีของเสียคั่งค้างในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดอาการซึม หรือสับสนได้ โดยทั่วไปแพทย์มักให้ยาระบายแก่ผู้ป่วยซึ่งผู้ป่วยสามารถปรับขนาดยาเองได้เพื่อให้ถ่ายอุจจาระให้ได้วันละ 1-3 ครั้ง

ควรรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง หากไม่สบายไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรไปพบแพทย์ และแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าป่วยเป็นโรคตับแข็งอยู่ เนื่องจากแพทย์จะได้หลีกเลี่ยงยาที่มีพิษต่อตับ ส่วนยาพาราเซตามอล สำหรับแก้ปวดลดไข้สามารถใช้ได้บ้างเท่าที่จำเป็นแต่ไม่ควรเกินวันละ 4 เม็ด ส่วนยาชุดแก้ปวดต้องหลีกเลี่ยงเพราะนอกจากจะทำให้บวมแล้วยังทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ และไตวายได้ด้วย

เตือนระวังโรคตับแข็ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to top