การพบแพทย์รังสีรักษาโรคมะเร็ง

วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดเป็นวิธีที่หลัก ๆ ที่มักใช้กันในการรักษาโรคมะเร็งชนิด ยกเว้นป่วยการเป็นโรคมะเร็งระบบโลหิตวิทยา ( ซึ่งจะใช้ยาเคมีบำบัดเป็นวิธีรักษาหลัก และอาจร่วมกับรังสีรักษาหากมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคย้อนกลับเป็นซ้ำ ) เพราะฉะนั้น ในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยจึงมักจำเป็นต้องปรึกษาศัลยแพทย์อยู่เสมอ

เครดิตฟรี

การพบแพทย์รังสีรักษาโรคมะเร็ง
หากเอ่ยถึงแพทย์สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา หรือ แพทย์รังสีรักษา ควรรู้เลยว่าจะเป็นแพทย์ที่มีความขาดแคลนมากสาขาหนึ่ง เนื่องจากเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งโดยเฉพาะและมีประจำอยู่แต่ในโรงพยาบาลใหญ่หรือศูนย์มะเร็ง เท่านั้น เราจึงไม่ค่อยพบแพทย์ด้านนี้ออกตรวจคนไข้นอกเหมือนแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น หรือหากมีการตรวจผู้ป่วยนอกก็จะตรวจเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งแล้วเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยท่านใดที่จะพบแพทย์ด้านนี้ต้องมีการนัดล่วงหน้า โดยมักเป็นการปรึกษาจากแพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่เป็นหลักในการรักษา ซึ่งการรับนัดตรวจอาจเร็วหรือรอนานเป็นเดือนก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ป่วยท่านอื่นที่รออยู่และลำดับในการฉายรังสีนั่นเอง

โรคมะเร็งกับการพบอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา
การรักษาด้วยเคมีบำบัดมักให้การรักษาโดยแพทย์หลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ศัลยแพทย์ นรีแพทย์มะเร็งวิทยา แพทย์รังสีรักษา หรือแพทย์อายุรกรรมทั่วไป ซึ่งแพทย์เหล่านี้จะให้ยาเคมีบำบัดตามขั้นตอนการรักษา แต่หากต้องการให้อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาเป็นผู้ให้การรักษา จำต้องส่งต่อผู้ป่วยไปนัดพบอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา

การพบแพทย์รังสีร่วมรักษา
การนัดพบแพทย์รังสีร่วมรักษา จะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้าเหมือนนายแพทย์รังสีรักษา และในวันนัดผู้ป่วยต้องพาคนในครอบครัวที่บรรลุนิติภาวะแล้วมาด้วย เพื่อร่วมพูดคุย ซักถาม ปรึกษา และเซ็นยินยอมรับการรักษา พร้อมนำเอกสารและผลการตรวจรักษาต่างๆไปด้วย เหมือนกับการพบแพทย์รังสีรักษาทุกอย่าง หลังครบการรักษา แพทย์จะส่งผู้ป่วยคืนแพทย์ที่ส่งผู้ป่วยมา แต่ยังคงนัดผู้ป่วยเพื่อติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ ตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับวิธีรักษาและดุลพินิจของแพทย์

การรักษาด้วยยาฮอร์โมน
การรักษาด้วยยาฮฮร์โมนส่วนใหญ่เป็นยากิน แต่ก็มีบ้างที่เป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือยาพ่นทางจมูก โดยยาฮอร์โมนนี้จะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงน้อย ผู้รับการรักษาจึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก สามารถกินหรือใช้ยาได้เลยเหมือนยาทั่วไป โดยมากมักเป็นยารักษาต่อเนื่องหลังผ่าตัด ซึ่งแพทย์คนเดิมที่ให้การรักษาผู้ป่วยอยู่แล้วสามารถให้ยาได้เลย

สล็อต

การรักษาด้วยยารักษาตรงเป้า
การรักษาด้วยยารักษาตรงเป้าเป็นยาที่มีผลข้างเคียงน้อย ส่วนใหญ่เป็นยากินหรือยาฉีดทางหลอดเลือดดำ แพทย์ที่ทำการรักษาโรคมะเร็งอยู่แล้วจึงสามารถให้ยาได้เลย เหมือนกับเป็นการรักษาต่อเนื่องจากการรักษาหลัก ( การผ่าตัด รังสีรักษา หรือยาเคมีบำบัด ) โดยไม่จำเป็นต้องมีการนัดหมายแพทย์คนใหม่ ทั้งนี้ยารักษาตรงเป้าเป็นยาที่มีราคาสูงมาก และเป็นตัวยาที่ใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นๆ ยังไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นสาเหตุให้ยาประเภทนี้ยังไม่รวมอยู่ในสิบการใช้ยาของรัฐบาล แต่หากมีเหตุผลที่ดีพอบางครั้งอาจมีการยกเว้น เมื่อแพทย์มีหนังสือชี้แจงถึงความจำเป็นและโอกาสในการยืดอายุผู้ป่วยได้ พร้อมกับทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การประเมินผลผู้ป่วยมะเร็งหลังครบการรักษา
การประเมินผลหลังครบการรักษา เป็นการตรวจเพื่อค้นหาก้อนเนื้อมะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่รวมทั้งตรวจการแพร่กระจายของโรค ( ตรวจซ้ำเฉพาะในโรคมะเร็งชนิดที่มีการแพร่กระจายสูงหรืออยู่ในระยะลุกลามรุนแรงโดยขึ้นอยู่กับอาการผู้ป่วยหรือดุลพินิจของแพทย์ ) โดยเมื่อทำการรักษาทุกขั้นตอนแล้ว เมื่อผู้ป่วยพักฟื้นกลับมามีสุขภาพแข็งแรงใกล้เคียงปกติแล้ว อาจนาน 2-3 เดือนหรือ 6 เดือน แพทย์เจ้าของไข้จะทำการตรวจวินิจฉัยค้นหาการหลงเหลืออยู่ของก้อนเนื้อมะเร็ง โดยใช้การตรวจภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต้นกำเนิดโรคมะเร็ง ตรวจเลือดดูค่าสารมะเร็ง ( เมื่อเป็นโรคมะเร็งชนิดสร้างสารมะเร็ง ) และอาจตรวจค้นการแพร่กระจายของมะเร็งซ้ำอีกครั้ง เหมือนกับผู้ป่วยใหม่ ทั้งนี้หากการตรวจต่างๆให้ผลปกติ แพทย์เจ้าของไข้และแพทย์ที่ให้การรักษาจะนัดตรวจผู้ป่วยเป็นระยะๆตลอดชีวิต แต่ถ้าพบว่ามีโรคมะเร็งหลงเหลือหรือโรคแพร่กระจายออกไป แพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่เป็นหลักจะเริ่มต้นประเมินระยะของโรคมะเร็งอีกครั้งเหมือนในผู้ป่วยใหม่ และอาจพูดคุย ปรึกษา กับผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยอีกครั้ง

การติดตามผลระยะยาวตลอดชีวิต
หากผลการตรวจผู้ป่วยออกมาไม่พบว่ามีก้อนเนื้อหลงเหลืออยู่หรือไม่มีการแพร่กระจายแล้ว แพทย์เจ้าของไข้และแพทย์ผู้ให้การรักษาทุกสาขาจะทำการตรวจผู้ป่วยเป็นระยะตลอดชีวิต ซึ่งความถี่ในการตรวจนัดอาจแตกต่างกันตามสาขาเฉพาะทางของแพทย์ ซึ่งการตรวจติดตามผลระยะยาวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เป็นการตรวจวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากการรักษาตามสาขาเฉพาะทาง เป็นการตรวจโรคย้อนกลับดูว่าจะเป็นซ้ำหรือมีการแพร่กระจายของโรคมะเร็งหรือไม่เป็นการคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง เป็นการดูแลสุขภาพทั่วไป และเป็นการการตรวจวินิจฉัยโรคอื่นๆตามอาการของผู้ป่วย เพื่อให้สุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งกลับมาแข็งแรงดังเดิม

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ป้องกัน และรักษาผลข้างเคียง แทรกซ้อนจากการรักษา
แพทย์จะมีการนัดตรวจวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาผลข้างเคียง แทรกซ้อนจากการรักษาด้วย โดยทั่วไปจะตรวจหลายอย่าง ได้แก่ การสอบถามอาการสำคัญและอาการต่างๆ ,การตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจเฉพาะที่,การตรวจร่างกายตามอาการผิดปกติของผู้ป่วย ,การตรวจเลือด เช่น ตรวจเลือดซีบีซี , ตรวจการทำงานของอวัยวะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตับ ไต หรือไทรอยด์ , ตรวจเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เช่น เอกซเรย์ปอด ตลอดจนตรวจอาการอื่นๆของผู้ป่วยที่เป็นประโยชน์ เช่น การส่องกล้องตรวจ หรือ อาการผลข้างเคียงจากการทำรังสีรักษาหรือยาเคมีบำบัด เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

สาเหตุโรคมะเร็งที่แพทย์ต้องทำการตรวจเพิ่มเติมคืออะไร
จะได้ให้คำแนะนำและให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นการช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อน หรือรักษาผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองเรื่องอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการให้ยาต่างๆเพิ่มเติม เช่น ในกรณีผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีบริเวณลำคอในโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ เนื่องจากต่อมไทรอยด์ ก็จะมีการให้ไทรอยด์ฮอร์โมนเพิ่มเติม
ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำกายภาพฟื้นฟู เช่น ในโรคมะเร็งเต้านม เพื่อป้องกันแขนบวม หรือโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่ฉายรังสีรักษาผ่านช่องปาก เพื่อป้องกันช่องปากตีบแคบ เป็นต้น
เป็นการตรวจวินิจฉัย รักษา และควบคุมโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ที่อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนในระยะยาว อีกทั้ง ให้ยาเพื่อป้องกัน ลดความรุนแรง หรือรักษาผลข้างเคียงแทรกซ้อนนี้
ให้คำปรึกษาเมื่อผู้ป่วยมีความกังวลใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงแทรกซ้อน และตรวจรักษาอื่นๆตามอาการผู้ป่วย
การตรวจโรคย้อนกลับเป็นซ้ำและหรือโรคแพร่กระจาย
การตรวจโรคย้อนกลับเป็นซ้ำหรือโรคแพร่กระจายจะเริ่มตรวจที่ประมาณ 2-3 เดือน 6 เดือนหรือ 1 ปี หลังตรวจประเมินผลหลังครบการรักษาแล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผลการตรวจประเมินผลหลังครบการรักษา ชนิดของเซลล์มะเร็ง อวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะโรคก่อนการรักษา อายุและสุขภาพผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ สำหรับการตรวจที่ใช้บ่อย คือการตรวจเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เป็นมะเร็ง ซึ่งจะมีขั้นตอนดังนี้

สอบถามอาการสำคัญและอาการต่างๆของผู้ป่วยในขณะนั้น พร้อมตรวจร่างกายเฉพาะที่
ทำการเอกซเรย์ธรรมดา อัลตร้าซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอ็มอาร์ไอ ซึ่งมัก
ตรวจทุก 3-6 เดือน หรือ 1 ปี ในช่วง 1-3 ปีแรก โดยดูจากอาการผิดปกติของผู้ป่วยหรือดุลพินิจของแพทย์ แต่เมื่อเลย 3 ปีไปแล้วให้ดูที่ชนิด ระยะ อาการ อายุและสุขภาพผู้ป่วย เป็นสำคัญ
การตรวจภาพเอกซเรย์ปอดเพื่อดูโรคที่แพร่กระจายมายังปอด มักตรวจทุกปีหรือผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางปอดและหัวใจ
การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ มักตรวจทุก 3-6เดือน หรือทุกปีเพื่อดูการแพร่
กระจายของโรคมายังตับและโรคของตับ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อีกครั้ง
การตรวจเลือดดูค่าสารมะเร็งในโรคมะเร็งชนิดที่สร้างสารมะเร็ง มักตรวจทุก 1-3 เดือน ใน 1-4 ปี แรกหลังครบการรักษา
การตรวจสแกนภาพกระดูกทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ มักตรวจเมื่อผู้ป่วยปวดกระดูกเรื้อรัง หรือแพทย์สงสัยว่าโรคจะแพร่กระจายเข้ากระดูก
การตรวจภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็มอาร์ไอ ทำเมื่อผู้ป่วยมีอาการทาง
สมอง เช่น ปวดศีรษะมาก มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้หรืออาเจียน แขนขาอ่อนแรงเดินเซ หรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป เพื่อดูการแพร่กระจายของโรคเข้าสู่สมอง
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งส่วนใหญ่จะเป็นการคัดกรองมะเร็งที่พบได้มาก และมีวิธีการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ไม่ยุ่งยาก อีดทั้งไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนกับผู้ป่วย ได้แก่

slot

การคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ใช้วิธีการถ่ายภาพรังสีเต้านม โดยจะทำการตรวจทุกปีหรือทุก 2-3 ปี ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งความถี่ของการตรวจจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยและผลจากการตรวจครั้งแรก
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว จะตรวจคัดกรองด้วยแปปสเมียร์ทุกปี หรือตามแพทย์แนะนำ
สำหรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งชนิดอื่น มักเป็นการตรวจที่ซับซ้อนมากกว่า และอาจมีผลข้างเคียงแทรกซ้อนได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีความสงสัยหรือสนใจการคัดกรองโรคมะเร็งชนิดอื่นก็สามารถปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ได้

การดูแลสุขภาพทั่วไป
ทุกครั้งที่แพทย์นัดจะมีการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยประกอบด้วย การสอบถามอาการสำคัญ อาการต่างๆ ในขณะนั้น รวมถึงการตรวจอื่นๆร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือดซีบีซี การตรวจโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ตรวจการทำงานของตับและไต และให้คำปรึกษาผู้ป่วยด้านสุขภาพหรือการใช้ชีวิตภายหลังครบการรักษา เป็นต้น

การตรวจวินิจฉัยโรคอื่นๆ ตามอาการของผู้ป่วยมะเร็ง
การตรวจวินิจฉัยโรคอื่นๆแพทย์จะดูตามอาการสำคัญและอาการในขณะนั้นเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือตรวจภาพเนื้อเยื่อและอวัยวะที่มีอาการด้วยการเอกซเรย์ธรรมดา อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอ็มอาร์ไอ ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ หากพบว่ามีอาการโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง แพทย์จะเป็นคนให้คำอธิบาย แนะนำ ให้ยาบรรเทาอาการ และให้การรักษาโรคที่กิด หรือส่งผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับโรคนั้น

การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งที่ยังหลงเหลือหลังครบการรักษา โรคย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคแพร่กระจาย
การตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินโรคที่ยังคงเหลืออยู่หลังครบการรักษาโรคย้อนกลับเป็นซ้ำ หรือโรคแพร่กระจาย เป็นการประเมินผลการรักษาโรคมะเร็งทั้งในช่วงที่รับการรักษา ช่วงหลังครบการรักษา และช่วงติดตามผลระยะยาว โดยมีขั้นตอนและวิธีการเหมือนกัน

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งหลงเหลือ โรคย้อนกลับเป็นซ้ำหรือโรคแพร่กระจาย
การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งหลงเหลือ โรคย้อนกลับเป็นซ้ำ และโรคแพร่กระจาย แพทย์จะเริ่มดูจากอาการสำคัญของผู้ป่วยขนาดนั้น ตรวจสภาพร่างกายทั่วไป ตรวจเฉพาะที่ ตรวจภาพเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เป็นมะเร็งหรือมีอาการ ตรวจดูค่าสารมะเร็ง ( เมื่อเป็นเซลล์มะเร็งชนิดที่สร้างสารมะเร็ง ) รวมทั้งสอบถามอาการผิดปกติต่างๆ เพื่อนำมาวินิจฉัยสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อพบว่ามีโรคมะเร็งหลงเหลือ โรคย้อนกลับเป็นซ้ำหรือโรคแพร่กระจาย
หากการตรวจพบว่ามะเร็งหลงเหลือหรือโรคย้อนกลับมาเป็นซ้ำแพทย์จะให้การตรวจวินิจฉัยอีกครั้งเหมือนในผู้ป่วยใหม่ เพื่อประเมินระยะโรคและสุขภาพผู้ป่วย แต่จะมีข้อแตกต่างคือ มีการประเมินผลข้างเคียงแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากวิธีรักษาครั้งที่ผ่านมาด้วย

การรักษาโรคมะเร็งหลงเหลือ โรคย้อนกลับเป็นซ้ำหรือโรคแพร่กระจาย
เมื่อแพทย์ได้ผลตรวจวินิจฉัยทุกอย่างครบแล้วจึงทำการประเมินวิธีการรักษา พร้อมพูดคุยให้คำแนะนำทั้ง

ผู้ป่วยและครอบครัวถึงวิธีการรักษาครั้งนี้ ส่วนวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ยังหลงเหลือภายหลังครบการรักษาแล้ว อาจเป็นวิธีเดียวหรือหลายวิธีที่นำมาใช้ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพของผู้ป่วย ระยะของโรคมะเร็งครั้งใหม่ ข้อจำกัดของแต่ละวิธี ผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากการรักษาที่ผ่านมา ดุลพินิจของแพทย์และความประสงค์ของผู้ป่วยและครอบครัว โดยทั่วไปวิธีการรักษา คือ

ดำเนินการผ่าตัด เมื่อยังสามารถผ่าตัดได้และไม่มีผลอันตรายร้ายแรงกับผู้ป่วย
ให้รังสีรักษา หากสามารถให้รังสีเพิ่มเติมได้ โดยใช้เทคนิคก้าวหน้า ( Advanced Radiotherap ) หรือใช้รังสีในตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน
ให้ยาฮอร์โมนชนิดใหม่ ให้ยาเคมีบำบัดใหม่ ซึ่งมักเปลี่ยนชนิดหรือปริมาณยา
ให้ยารักษาตรงเป้า หากครั้งใหม่เป็นโรคชนิดตอบสนองต่อยาตรงเป้าได้ดี ซึ่งให้แล้วผู้ป่วยจะมีสุขภาพแข็งแรง และมีโอกาสยืดชีวิตผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
หากผู้ป่วยมีสุขภาพไม่แข็งแรงอาจให้การรักษาทางอายุรกรรมทั่วไป เพื่อประคับประคองพยุงอาการเมื่อสุขภาพผู้ป่วยไม่แข็งแรงพอสำหรับการรักษาครั้งใหม่ เช่น การให้ยาแก้ปวด เป็นต้น
อาจชะลอการรักษาโรคมะเร็งไปก่อนหรือยังไม่มีการรักษาโรคมะเร็งในขณะนั้น ถ้าสุขภาพของผู้ป่วยอ่อนแอไม่สามารถรับการรักษาได้ ตลอดจนการรักษาโรคมะเร็งอาจก่อผลข้างเคียงแทรกซ้อนเพิ่มจนผู้ป่วยขาดคุณภาพชีวิต และที่สำคัญญาติและผู้ป่วยมีความประสงค์ตรงกันว่าไม่รักษา โดยแพทย์จะให้การดูแลสุขภาพผู้ป่วยตามที่ร้องขอ

การพบแพทย์รังสีรักษาโรคมะเร็ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to top