วิธีการตรวจหาโรคมะเร็ง

การหาตรวจมะเร็ง หมายถึง การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งในทุกด้านตามวิธีการทางการแพทย์ เช่น

การวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ?
การประเมินระยะของโรคมะเร็งที่เป็นในคนไข้
การประเมินสุขภาพผู้ป่วย เพื่อพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสม
การประเมินผลในช่วงก่อนการรักษาและหลังการรักษาว่าดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร
การติดตามชีวิตของผู้ป่วยเพื่อดูผลการกลับมาเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง รวมไปถึงเรื่องของการแพร่กระจาย การเป็นโรคมะเร็งชนิดที่ 2 เพื่อนำมาทำบันทึกและศึกษาการคัดกรองโรคมะเร็งที่มักเกิดขึ้นบ่อยในอนาคต

เครดิตฟรี

วิธีการตรวจวินิจฉัยมีวิธีการทางการแพทย์ดังต่อนี้

  1. การตรวจร่างกาย
    การตรวจร่างกายสำหรับผู้สงสัยจะเป็นมะเร็ง มี 2 ลักษณะด้วยกันคือ การตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจเฉพาะที่

1.1 การตรวจร่างกายทั่วไป

การตรวจร่างกายทั่วไปมักตรวจเบื้องต้นโดยพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลก่อนพบแพทย์ เพื่อซักประวัติ และดูสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสัญญาณชีพ (ตรวจจับชีพจร การหายใจ วัดอุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิต) การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง หากเป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับยาเคมีบำบัด ต้องนำน้ำหนักและส่วนสูงไปคำนวณปริมาณยาเคมี บำบัดด้วยจากนั้นจึงส่งผู้ป่วยพร้อมข้อมูลไปให้แพทย์ตรวจอาการ ซึ่งแพทย์จะเริ่มตรวจอวัยวะสำคัญ อย่าง ปอด หัวใจ ช่องท้อง ผิวหนังทั่วไป และตรวจต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

1.2 การตรวจร่างกายเฉพาะที่

การตรวจร่างกายเฉพาะที่ แพทย์จะเน้นไปที่จุดที่มีอาการสำคัญ และในตำแหน่งอื่นๆ ที่ผู้ป่วยมีอาการ ประกอบกับกับการตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองใกล้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เป็นมะเร็ง เช่น หากเป็นก้อนที่คอ ก็จะตรวจคอ ตรวจช่องปาก และต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอด้วย ซึ่งการตรวจเฉพาะที่มักตรวจคู่กับการตรวจร่างกายทั่วไปเสมอ

1.3 การตรวจร่างกายประเมินการแพร่กระจายของโรค

การตรวจร่างกายเพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรค แพทย์จะตรวจร่างกายในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่โรคสามารถแพร่กระจายได้ ที่พบบ่อยๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกล ตับ และปอด แพทย์จะตรวจคลำช่องท้องเพื่อดูขนาดของตับและก้อนเนื้อผิดปกติต่างๆ ร่วมกับการตรวจฟังการหายใจดูความผิดปกติของปอด เป็นต้น

สล็อต

  1. การตรวจเลือด
    เป็นการเจาะเลือดแล้วนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ/แล็บ ( laboratory ) เพื่อดูค่าต่างๆ ในการวินิจฉัยโรคและดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ แต่โดยทั่วไปมักเจาะในช่วงเช้า ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการตรวจ เช่น ตรวจเลือดซีบีซี (ตรวจดูค่าเม็ดเลือด) สามารถตรวจได้ทุกเวลา เพราะไม่จำเป็นต้องงดอาหารและน้ำ การงดอาหารและน้ำในการตรวจเลือดมีตั้งแต่ 1-12 ชั่วโมง ถ้าตรวจเลือดตอนเช้า จะต้องงดอาหารตั้งแต่หลังเที่ยงคืน เพื่อให้ได้ค่าการตรวจถูกต้องแม่นยำ ซึ่งการตรวจเลือดบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือน้ำ โดยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำที่มีขนาดใหญ่ ปริมาณเลือดจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่แพทย์ต้องการตรวจ มีตั้งแต่ใช้เป็นหยด ( CBC ) ไปจนถึงประมาณ 15-30 มิลลิลิตรหรือซีซี และทราบผลภายใน 1-24 ชั่วโมง หลังเจาะเลือดเสร็จแล้ว ผู้ป่วยสามารถกินอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ ยกเว้นแพทย์หรือพยาบาลจะมีข้อแนะนำอย่างอื่น

2.1 การตรวจเลือดซีบีซี

การตรวจค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count ( CBC ) เป็นการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบดูโรคและความแข็งแรงของการทำงานของไขกระดูกว่าเกิดความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดต่าง ๆ ในร่างกายหรือไม่ วิธีตรวจเหมือนกับการตรวจเลือดทั่วไป ก็คือการเจาะปลายนิ้ว หรือเจาะเข้าที่บริเวณหลอดเลือดดำ ใช้ปริมาณเลือดค่อนข้างน้อย เพียง 1-3 มิลลิลิตรเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องอดน้ำและอาหารก่อนการเจาะเลือด โดยเม็ดเลือดแดงที่จะใช้ในการตรวจสอบ มีดังต่อไปนี้

  1. ตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีภาวะซีดจากการขาดเม็ดเลือดแดงหรือไม่
  2. การตรวจนับจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว White Blood Cell ( WBC ) เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  3. การตรวจนับจำนวนเกล็ดเลือด ( Platelet Count ) ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  4. ตรวจสอบลักษณะเม็ดเลือดแดง-ขาว หากเกิดความผิดปกติ จะสามารถวินิจฉัยอาการบางโรคได้ทันที

2.2 การตรวจเลือดดูค่าน้ำตาล

ในกรณีที่ต้องมีการตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะต้องมีการงดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 10-20 ชั่วโมง การตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลถือเป็นการประเมินสุขภาพของผู้ป่วยเป็นโดยรวม

2.3 การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไต และต่อมไทรอยด์

เป็นการประเมินสุขภาพของผู้ป่วยอย่างหนึ่ง สำหรับการตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไตจำเป็นต้องงดอาหารและน้ำก่อนตรวจอย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง ส่วนการตรวจเลือดดูการทำงานเฉพาะของต่อมไทรอยด์เพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องงดอาหารและน้ำดื่ม ถ้าตรวจพบว่าการทำงานของตับผิดปกติมาก ซึ่งแพทย์มักตรวจภาพตับเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อสงสัย ด้วยการสั่งให้อัลตราซาวด์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอ็มอาร์ไอ

2.4 การตรวจเลือดดูค่าเกลือแร่

การตรวจเลือดดูค่าเกลือแร่ จะตรวจเพื่อดูค่าสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย หากเกลือแร่เสียสมดุลจะส่งผลให้ความดันโลหิตผิดปกติ มีอาการมึนงง วิงเวียน และหมดสติ ซึ่งในการรักษาโรคมะเร็งหากพบว่าร่างกายอยู่ในภาวะเกินสมดุล ตรวจเลือดแล้วพบว่ามีค่าเกลือแร่ผิดปกติ แพทย์จะต้องหาสาเหตุและให้การรักษาจนกว่าค่าเกลือแร่จะอยู่ในระดับสมดุล จึงจะเริ่มให้การรักษาโรคมะเร็งอีกครั้ง โดยเฉพาะในการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งการตรวจเลือดดูค่าสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง

สล็อตออนไลน์

2.5 การตรวจเลือดอื่นๆ

การตรวจเลือดอื่นๆ จะทำการตรวจเพื่อหาโรคร่วมที่มักพบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง และอาจส่งผลกระทบถึงการรักษาหรือผลข้างเคียงจากการรักษา โดยเฉพาะการติดเชื้อต่างๆ เช่น ตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เชื้อไวรัสเอชไอวี ( HIV ) หรือเชื้อซิฟิลิส ซึ่งแพทย์ต้องนำมาปรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง หรืออาจเป็นโรคติดต่อที่บุคลากรทางแพทย์และผู้ป่วยด้วยกันเอง ต้องระมัดระวังป้องกันเป็นต้น

  1. การตรวจสารมะเร็ง
    สารมะเร็ง หรือ ทูเมอร์มาร์กเกอร์ ( tumor marker ) เป็นสารประกอบที่อาจสร้างได้ทั้งจากเซลล์ปกติ เซลล์อักเสบ และเซลล์มะเร็งบางชนิด อีกทั้งเป็นได้ทั้งสารเคมี เอนไซม์ สารที่เคยมี เป็นตัวอ่อน ยีน หรือฮอร์โมน ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็ง ซึ่งหากเป็นมะเร็งชนิดที่สร้างสารนี้แล้ว จะพบว่ามีการสร้างสารนี้มากเกินปกติ แพทย์จึงสามารถนำมาใช้ประเมินผลการรักษาพร้อมทั้งใช้ตรวจการแพร่กระจายของเชื้อโรคหรือการเป็นซ้ำ แต่ไม่นิยมนำสารมะเร็งมาใช้เพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็ง เพราะอาจได้ผลการตรวจที่ไม่แน่นอน เว้นแต่ในมะเร็งตับชนิดเกิดจากเซลล์ตับ (HCC) และโรคมะเร็งชนิดเจิร์มเซลล์ ( germ cell tumor )เท่านั้น บริเวณที่ตรวจพบสารมะเร็ง สามารถพบได้ทั้งในเลือด ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง หรือของเหลวในร่างกาย โรคมะเร็งที่ยอมรับการตรวจสารมะเร็งเป็นการตรวจมาตรฐาน เพื่อติดตามผลการรักษา ก็เช่น โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งระบบทางเดินน้ำดี โรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งชนิดเจิร์มเซลล์ทูเมอร์ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งรังไข่ และโรคมะเร็งระบบโลหิตวิทยา เป็นต้น
  2. การตรวจปัสสาวะ
    การตรวจปัสสาวะ ก็คือการนำน้ำปัสสาวะของผู้ป่วยไปตรวจด้วยวิธีทางการแพทย์ในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะและไต ( การอักเสบ การเกิดนิ่ว รวมทั้งการเกิดโรคเบาหวาน ) การเก็บน้ำปัสสาวะมาตรวจ สามารถเก็บได้ทุกเวลา โดยที่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารและน้ำมาก่อน ( แต่ต้องไม่ดื่มน้ำเพิ่ม ) ภาชนะที่มีความจุประมาณ 5 มิลลิลิตรหลังจากนั้นก็รอผลตรวจประมาณ 1-12 ชั่วโมง ( บางโรคอาจใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง ) ในคนปกติทั่วไปจะมีปัสสาวะปกติต้องมีสีเหลืองอ่อน ใส ไม่มีสิ่งใด ๆ เจือปนเลย
  3. การตรวจอุจจาระ
    การตรวจอุจจาระที่ถูกต้อง จะต้องเก็บอุจจาระในช่วงเช้า โดยต้องเก็บให้ได้ประมาณ 1-3 ในภาชนะปลอดเชื้อที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จัดเตรียมให้ แล้วนำกลับมาให้เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องงดอาหารและน้ำดื่ม ทำตัวตามปกติ การตรวจอุจจาระสามารถตรวจหาไข่พยาธิ ตัวพยาธิ เม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดงได้ โดยจะทราบผลตรวจภายใน 1-24 ชั่วโมง
  4. การตรวจย้อมเชื้อ
    การตรวจย้อมเชื้อ เป็นการตรวจหาเชื้อโรคในร่างกายจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัสสาวะหรืออุจจาระ โดยนำสารคัดหลังที่เก็บมาไปย้อมด้วยสารเคมีบางชนิด เพื่อให้ได้ตัวเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ จากนั้นก็นำกล้องจุลทรรศน์ โดยเก็บสารคัดหลังในภาชนะที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมให้ แล้วนำมาส่งคืน จะทราบผลตรวจภายใน 1-24 ชั่วโมง
  5. การตรวจเพาะเชื้อ
    วิธีนี้แพทย์จะนำสารคัดหลั่ง ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำไขสันหลัง เลือด ชิ้นเนื้อ รวมทั้งเลือดที่ต้องการตรวจ มาเพาะเลี้ยงด้วยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ โดยสามารถทราบผลการตรวจได้ตั้งแต่ 2-3 วัน จนเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อที่ตรวจ เพื่อดูว่าการติดเชื้อนั้นเกิดจากเชื้อโรคอะไรกันแน่ หรือเชื้อชนิดนั้นดื้อหรือตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะชนิดใด แพทย์จะได้เลือกใช้ยาได้อย่างถูกต้อง การตรวจเพาะเชื้อบางชนิดไม่สามารถทำได้ทุกโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลหลักหรือไม่ก็ต้องส่งตรวจที่ต่างประเทศ หากเป็นแบบนี้จะทำให้ล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง

slot

  1. การตรวจเอกซเรย์
    การตรวจเอกซเรย์หรือรังสีวินิจฉัย มีประโยชน์ในการตรวจดูเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่มีการอักเสบติดเชื้อ ตลอดจนเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่มีก้อนเนื้อหรือมีแผลซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นแผลมะเร็ง โดยแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อ เจาะ หรือดูดเซลล์ไปตรวจทางพยาธิวิทยาหรือเซลล์วิทยา ซึ่งภาพจากการตรวจทางรังสีวินิจฉัยจะมีการบันทึกได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นฟิล์ม ซีดี หรือดีวีดี เป็นได้ทั้งภาพสีและภาพขาวดำ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและชนิดของเครื่องแต่ละโรงบาล

8.1 การตรวจเอกซเรย์ธรรมดา

8.2 การตรวจอัลตราซาวด์

8.3 การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

8.4 การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

8.5 การถ่ายภาพรังสีเต้านม

8.6 การตรวจและการรักษาทางด้านรังสีร่วมรักษา

วิธีการตรวจหาโรคมะเร็ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to top